ข่าวล่าสุด: กฟผ. เปิดขายของประมูลโซลาร์เซลล์ล็อตใหม่ เมื่อวันที่ 15 เมษายน...
KENSETSU
Construction Industry News 10 January 2025 นาทีในการอ่าน

ร.ฟ.ท.ผุดแผนตั้งโรงานผลิตหัวรถจักร ใช้พื้นที่มักกะสันเงินลงทุนเริ่มต้นพันล้าน

4979 Views 120 140
แชร์:
ร.ฟ.ท.ผุดแผนตั้งโรงานผลิตหัวรถจักร ใช้พื้นที่มักกะสันเงินลงทุนเริ่มต้นพันล้าน

ร.ฟ.ท.ผุดแผนตั้งโรงานผลิตหัวรถจักร ใช้พื้นที่มักกะสันเงินลงทุนเริ่มต้นพันล้าน

ร.ฟ.ท.ประกาศแผนลงทุน S-Curve ใหม่ ยกระดับเป็นผู้ผลิตหัวรถจักร-ขบวนรถไฟ พร้อมมีสิทธิบัตรเป็นของคนไทยภายใน 2 ปีจากนี้ เล็งพื้นที่ตั้งโรงงานที่มักกะสัน เริ่มแรกลงทุนพันล้าน ดึงอิตาลีเป็นที่ปรึกษา พร้อมเร่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง เปิดทางเอกชนร่วมทุนแบบ PPP พัฒนาระบบรางเชื่อมต่อโลจิสติกส์เข้านิคม-ท่าเรือ รองรับต่างชาติแห่ลงทุนไทย

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ร.ฟ.ท. กระทรวงคมนาคม สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) เตรียมที่จะศึกษาโครงการในการที่จะให้ประเทศไทยเป็นผู้สร้างผู้ผลิตหัวรถจักรรถไฟ ขบวนรถไฟ รวมถึงขบวนรถไฟไฟฟ้า เนื่องจากเป็นสิ่งที่ประเทศไทยมีศักยภาพและเป็นอีกหนึ่ง S-Curve ใหม่ที่สามารถทำได้ ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่เพียงการรับออร์เดอร์ แต่ประเทศไทยจะต้องมีสิทธิบัตรเป็นของคนไทยด้วยเช่นกัน โดยตั้งเป้าจะต้องมีสิทธิบัตรใบแรกของไทยใน 2 ปี ซึ่งการประกาศที่จะเป็นผู้ผลิตครั้งนี้จะต้องไม่เป็นการลองผิดลองถูก แต่จะต้องมีมาตรฐานสามารถแข่งขันได้และต้องเป็นนโยบายระยะยาว

ใช้มักกะสัน รง.สร้างหัวรถจักร

เผื่อในอนาคตอีก 5 ปี นโยบายใหม่อาจจะไม่ทำแล้ว ดังนั้นจะทำอย่างไรให้แผนนี้ยั่งยืน โดยต้นปี 2568 จะใช้พื้นที่โรงงานมักกะสันเพื่อลงนามความร่วมมือ (MOU) และจะต้องเห็นหัวรถจักรหัวแรกปลายปี 2569 โดยให้มีสัดส่วน Local Content ที่เป็นชิ้นส่วนในประเทศให้มากที่สุดช่วงแรกคาดว่าจะลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท ในอนาคตเมื่อดีมานด์เพิ่มขึ้น หากต้องลงทุนสร้างโรงงาน คาดว่าต้องใช้เงินลงทุน 2,000-3,000 ล้านบาท สามารถลดต้นทุนจากการนำเข้าจากต่างประเทศถึง 20%

“เราไม่ต้องการเป็นทาสในการที่จะสั่งซื้อของหรือสิ่งต่าง ๆ จากเพียงไม่กี่ราย หรือไม่สามารถใช้ของไทยได้เลย อย่างรถไฟจีนเราเคยมีแผนเสนอขายหลอดไฟใช้ในขบวนรถก็ทำไม่ได้ เพราะเขาต้องใช้ของจีนเอง เราต้องการจะทำทั้งการออกแบบ ผลิต ในตอนแรกอาจจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาช่วยให้คำแนะนำ อย่างที่พูดคุยไว้คือ อิตาลี เป็นบริษัทเดียวในโลกที่สามารถเป็นที่ปรึกษาด้านนี้ได้ ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ในต้นปี 2568 เรากับทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ทำการสำรวจไปแล้ว 1 รอบ พบว่าทั้งซัพพลายเชนมันสามารถปรับเปลี่ยนได้จากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ มาผลิตชิ้นส่วนรถไฟได้ ความยากมีแค่เรื่องสิทธิบัตรเท่านั้น”

เร่ง พ.ร.บ.รางเชื่อมนิคม-ท่าเรือ

นอกจากนี้ ในปี 2568 ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ร.ฟ.ท.จะต้องเร่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ให้เสร็จ เพราะหากเกิดกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา จะเอื้อต่อระบบรางที่เอกชนจะสามารถไปลงทุนเพื่อเชื่อมไปสู่นิคมอุตสาหกรรมของตนเองได้

ขณะเดียวกัน จะสอดรับกับท่าเรือมาบตาพุด และแหลมฉบังเฟส 3 ที่จะมีระบบรางเชื่อมต่อไปถึง ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ลดลง เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนต้องการและยังเป็นสิ่งที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนเข้ามา

อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวจะต้องไม่รอนสิทธิหรืออำนาจที่ ร.ฟ.ท.มีอยู่ ร.ฟ.ท.จะต้องคงความรับผิดชอบงานด้าน Operate ไว้เช่นเดิม เช่น ตารางเดินรถไฟ ซึ่งเป็นหน้าที่รับผิดชอบ ร.ฟ.ท. กฎหมายรางจะต้องไม่ลดอำนาจหรือเข้ามาจัดการตารางเดินรถไฟ หรือเข้าไปปรับเปลี่ยนเวลา

เนื่องจากตารางเดินรถไฟปัจจุบันได้บริหารจัดการและคำนวณจำนวนผู้โดยสาร ระยะเวลา สถานที่ต้นทาง ปลายทางที่สอดคล้องกันไว้สมบูรณ์ทั้งหมดแล้ว จึงต้องให้สิทธิ ร.ฟ.ท.เป็น Operater ขณะนี้ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ได้พิจารณาไปแล้วกว่า 100 วาระ จาก 160 วาระ จึงคาดว่าจะเห็นความชัดเจนหรือใช้กฎหมายนี้อีกไม่นาน

ทั้งนี้ ยังต้องเร่งทำโครงการจัดสร้างสถานีบรรจุและคัดแยกสินค้ากล่อง ICD (ท่าเรือบก) ซึ่งเป็นโครงการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางรางจากลาดกระบังไปยังท่าเรือแหลมฉบังให้จบ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นกาลงทุนในรูปแบบของ PPP ก่อนหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการศึกษาตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และผลการศึกษายังไม่มีข้อสรุป ในปีหน้าคาดว่าจะเห็นผลการศึกษาและขึ้นอยู่กับ ครม. ว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ ซึ่งนับว่าเป็นโครงการที่ค้างท่อมานานกว่า 10 ปี

และหากโครงการดังกล่าวสามารถจบได้ภายในเวลาที่กำหนด ประเทศไทยโดยเฉพาะพื้นที่ EEC จะกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์อย่างสมบูรณ์

ชี้อุตฯ S-Curve แห่ลงทุนไทย

สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-Curve ถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งจะมีทั้งส่วนที่ต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยเก่งและเป็นผู้นำอยู่แล้ว บวกกับอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา

ซึ่งหากดูจากรายงานสถิติของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะพบว่า ยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ (มกราคม-กันยายน 2567) บีโอไอได้รายงานว่ามีตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนโครงการมากถึง 2,195 โครงการ เพิ่มขึ้น 46% จากปีก่อน เป็นมูลค่าเงินลงทุนมากถึง 722,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% จากปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท

ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า ปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนในภูมิภาคนี้ และการขอรับการลงทุนครั้งนี้ ถือเป็นยอดลงทุนที่สูงสุดในรอบ 10 ปี

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีเป็น S-Curve เป็นส่วนใหญ่ คือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ คาดว่าทั้งปี 2568 ยอดขอบีโอไอน่าจะเกิน 800,000 ล้านบาท

3/1/2568  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ( 3 มกราคม 2568 )

Tags

การก่อสร้าง News อุตสาหกรรม ประเทศไทย
แชร์บทความนี้:

Comments (3)

แสดงความคิดเห็น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวสารอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ

เพิ่มเพื่อนไลน์เรา

รับข่าวสารและข้อมูลก่อสร้างล่าสุดผ่านไลน์ อัปเดตทุกวัน ฟรี!

ข่าวสารทันที ไม่พลาดความเคลื่อนไหว
เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกไลน์
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ทันที
ดาวน์โหลดเอกสารฟรี

บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ยกเลิกได้ตลอดเวลา

สแกน QR Code

LINE QR Code

เปิดแอป LINE แล้วสแกน QR Code
หรือค้นหา ID: @KENSETSU

LINE ID:

@KENSETSU
1

เปิดแอป LINE

2

สแกน QR Code

3

เพิ่มเพื่อน

ผู้ติดตามไลน์
24/7
บริการตลอดเวลา
อัปเดตต่อวัน
100%
ฟรี