แสนสิริวางโรดแมปลงทุนภูเก็ต 5 ปี ดันพอร์ตสะสมสู่ 80,000 ล้านบาท รับศักยภาพเกาะสู่ Global Metropolitan พร้อมเปิด 30 โครงการใหม่ มูลค่า 40,000 ล้านบาท ครึ่งหลังปี 2569 เตรียมเปิด 7 โครงการ ชูไฮไลต์ “เดอะ เทลส์” พูลวิลล่าลักเซอรีครั้งแรกของแบรนด์
นายภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภูเก็ตกำลังก้าวไปสู่การเป็นมหานครระดับโลกที่มีความแข็งแกร่งและพร้อมรองรับการอยู่อาศัยระยะยาวอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่าน 5 แรงขับเคลื่อน ได้แก่ 1. Mega Infrastructure ทั้งการขยายสนามบินภูเก็ตเฟส 2 เพื่อรองรับผู้โดยสาร 20 ล้านคน และทั้งทางด่วนและอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง 2.ภาคการท่องเที่ยวในจังหวัดสร้างรายได้สะพัดกว่า 500,000 ล้านบาท
3.เป็นศูนย์กลางการอยู่อาศัยและการลงทุนอสังหาฯ โดยมีการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านไลฟ์สไตล์ระดับลักเซอรี่ อาทิ การขยายเฟสใหม่ของเซ็นทรัล ภูเก็ต 4.ยกระดับสู่ศูนย์กลางเมดิคัลฮับด้วยเมกะโปรเจกต์บริการสุขภาพ และ 5.ระบบการศึกษาระดับนานาชาติเติบโต 51% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติชั้นนำรวม 19 แห่ง และมีนักเรียนต่างชาติมากกว่า 5,000 คน จาก 50 กว่าสัญชาติทั่วโลก
“ภูเก็ตมีความ Resilience สูง มีดีมานด์ทั้งไทยและต่างชาติ เป็น Multinationality อีกอย่างมูลค่าตลาดภูเก็ตเกือบ 200,000 ล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 2 ประเทศ แถมขายได้เร็วกว่าทำเลไพร์มของกรุงเทพฯ ในเซ็กเมนต์พูลวิลล่าก็เติบโตได้ดี 12.9% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปีก่อนหน้า และผลตอบแทน (Yield) การเช่าแต่ละทำเลเฉลี่ย 6-8% มันสะท้อนว่า ตลาดภูเก็ตจะเติบโตได้ในระยะยาว”
ปัจจุบันแสนสิริมีการพัฒนาโครงการที่ภูเก็ตไปแล้ว 30 โครงการ 11,000 ยูนิต มูลค่า 40,000 ล้านบาท ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ปัจจุบันเหลือสต็อกพร้อมอยู่ทั้งคอนโดและแนวราบอยู่ที่ 200 ยูนิต ยอดขายครึ่งปีแรกอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับครึ่งปีก่อนหน้า และยอดโอนอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท ซึ่งจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5,000 ล้านบาทตัวเลขเดียวกันทั้งยอดขายและยอดโอน คาดว่าจะบรรลุเป้า
บาลานซ์พอร์ตไทย-ต่างชาติ
ด้านกำลังซื้อของภูเก็ต ภูมิชาย ระบุว่า ทั้งไทยและต่างชาติยังตอบสนองอสังหาฯอย่างดี เนื่องจากเกิดการจ้างงานจากการขยายตัวของอสังหาฯ และโครงสร้างพื้นฐาน จึงเกิดการย้ายเข้ามาทำงานที่จังหวัดค่อนข้างเยอะ ทั้งลูกจ้างคนไทยและต่างประเทศ ซึ่งดีมานด์ทั้งในและนอกประเทศนี้ทำให้แสนสิริต้องบาลานซ์พอร์ตโครงการเพื่อเสิร์ฟทั้งสองตลาด
“ณ วันนี้ สมมติคนทำโปรดักต์ขายเฉพาะต่างชาตินะ มันจะมีบางช่วงที่คุณสโลวแน่นอน เพราะ Low Season แต่พอร์ตของแสนสิริมีทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งตลาดคนไทยจะขายได้ดีตอนช่วง Low Season นี่แหละ เพราะช่วง High Season ทุกคนก็ไปหาเงินกัน พอว่างจากธุรกิจก็หาซื้อบ้านกัน โครงการที่อาณาสิริ และเศรษฐสิริก็ถึงเป้าทั้งคู่ พอมันบาลานซ์ พอร์ตทั้งปีก็ยืดหยุ่น”
เจาะลึกลงไปยัง กลุ่มผู้ซื้อต่างชาติ 5 อันดับแรกของแสนสิริในภูเก็ต นำโดยกลุ่มผู้ซื้อชาวรัสเซีย ซึ่งมีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 31% ตามมาด้วยชาวจีน 12% ชาวอิสราเอล 8% ชาวฝรั่งเศส 7% และชาวอังกฤษ 4% ตามลำดับ ทำให้พอร์ตการดูดซับของแสนสิริในภูเก็ตมีความปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกและมีเสถียรภาพระยะยาว
กางโรดแมป 5 ปี จ่อเปิดตัวไฮไลต์ “พูลวิลล่า” ครึ่งหลังปี 2569
หลังจากพัฒนาโครงการภูเก็ต พื้นที่ยุทธศาสตร์รองลงมาจากกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ปี 2554 หรือ 15 ปีผ่านมา แสนสิริวางแผนที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในภูเก็ตด้วยโรดแมป 5 ปี (2569-2573) ด้วยการเปิดตัว 30 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 13 โครงการ มูลค่า 15,000 ล้านบาท และคอนโด 17 โครงการ มูลค่า 25,000 ล้านบาท เพื่อเป้าหมายมูลค่าพอร์ตสะสม 80,000 ล้านบาท และยอดขาย 8,000 ล้านบาทต่อปี
โดยในครึ่งปีหลังของปี 2569 แสนสิริเปิดตัว 7 โครงการ ได้แก่ หาดป่าตอง, สามกอง, เชิงทะเลซอย 3, ป่าสัก, บางโจ, พรุจำปา และหาดราไวย์ พร้อมวางเป้าขยายฐานรับดีมานด์รอบเกาะภูเก็ตในโรดแมป 5 ปี เพื่อครอบคลุมดีมานด์ในทุกมิติ อาทิ คอนโด 4 ทำเล ได้แก่ 1.หาดป่าตอง เริ่มต้น 3.9 – 10.9 ล้านบาท 2.หาดราไวย์ เริ่มต้น 4.99 ล้านบาท 3.สามกอง เริ่มต้น 2.99 ล้านบาท และ 4.แคนวาซ พาเลท เชิงทะเล ซอย 3 สำหรับ 2 ห้องนอน เริ่มต้น 8.99 ล้าน
และพูลวิลล่า ได้แก่ 1.เดอะ เทลส์ บางโจ จำนวน 13 ยูนิต เริ่มต้น 45 ล้านบาท 2.เดอะ เทลส์ ป่าสัก จำนวน 14 ยูนิต และ 3.พรุจำปา พูลวิลล่า 2 ชั้น มีสระว่ายน้ำ กึ่งบ้านไทยในราคาย่อมเยา จำนวน 8 ยูนิต โดยในทุกโครงการที่จะเปิดตัวมีที่ดินไว้รองรับแล้วกว่า 10 แปลง กำลังอยู่ในขั้นตอนการขอใบอนุญาต EIA
ภูมิชาย ระบุว่า โครงการพูลวิลล่าของแสนสิริแตกต่างจากตลาด คือ สร้างพร้อมอยู่ เพื่อย่นระยะการรอของลูกค้า 15-18 เดือน และการันตีคุณภาพ โดยโครงการเดอะ เทลส์ บางโจ เริ่มต้น 45 ล้าน ขนาดที่ดิน 140-150 วา พื้นที่ใช้สอย 400 ตร.ม. 3 ห้องนอน ชั้นเดียว เป็น holiday home แพงสุดที่เคยทำมา ซึ่งเป็นตลาดที่เจาะต่างชาติ และนักลงทุนไทย
โดยสำหรับพูลวิลล่ามีการปล่อยเช่าเดือนละ 300,000-400,000 บาท ยีลด์ประมาณ 6% หรือหากเป็นช่วงไฮซีซั่นราคากระโดดไปถึง 600,000-700,000 บาทและยิ่งในช่วงการเช่าระยะสั้นมากในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม อาจสูงถึง 900,000 บาทต่อเดือน
ภาษาไทย
日本語
English
Bahasa Melayu
Tiếng Việt